วันอาทิตย์, กรกฎาคม 14, 2024
ข่าวเด็ดออนไลน์
ข่าวด่วนชลบุรีพัทยา

พรรคพลังประชารัฐเปิดตัวผู้สมัครทั้ง 500 คนอย่างยิ่งใหญ่สู้ศึกเลือกตั้ง พร้อมจัดตั้งรัฐบาล ชู ”พลเอกประยุทธ์” เป็นนายกรัฐมนตรีต่อ


วันนี้เวลา 14.00 น.วันที่ 2 ก.พ. 62 ณ ศูนย์กีฬาบางกอกอารีน่า หนองจอก กทม. นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารพรรค จัดงาน “รวมพลังสร้างชาติ” เพื่อประกาศนโยบายและเปิดตัวผู้สมัครทั้ง 350 เขต และบัญชีรายชื่อ 150 คน ที่สนามฟุตซอลบางกอกอารีน่า หนองจอก เขตหนองจอก กรุงเทพฯ โดยมีประชาชนสมาชิกพรรคเข้าร่วมรับฟังอย่างหนาแน่น


โดยนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า วันนี้เป็นวันที่พรรคพลังประชารัฐประกาศเกียรติภูมิของพรรคที่จะอาสาเข้ารับใช้ดูแลบ้านเมือง วันนี้เป็นวันเปิดตัวผู้สมัครที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของการเมืองไทยในยุคนี้ และเชื่อว่าในวันที่ 24 มีนาคนนี้ พรรคพลังประชารัฐจะได้รับคะแนนเสียงถล่มทลายแน่นอน

สำหรับพรรคพลังประชารัฐนั้นก่อตั้งขึ้นมาบนความร่วมมือของทุกฝ่าย ที่เห็นตรงกันว่าบริบทการเมืองของไทยต้องเดินไปข้างหน้าให้ได้ ต้องไม่ถอยหลังกลับไปสู่ความขัดแย้ง และวังวนของการขัดขวางการพัฒนาของชาติ พรรคพลังประชารัฐจึงได้ตัดสินใจรวมตัวกัน เพื่อหลังว่าพรรคนี้จะอาสาตัวเข้ามาแก้ไขปัญหา ซึ่งบัดนี้สังคมไทยจำเป็นต้องมีพรรคการเมืองที่เป็นทางเลือก และทางออกของประเทศไทย พรรคพลังประชารัฐได้เข้ามาด้วยระบบประชาธิปไตย ที่จัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญ เป็นหนึ่งพรรคที่จะอาสาเข้ารับใช้พี่น้องประชาชน และเห็นว่าวังคมที่ขัดแย้งจำเป็นต้องมีพรรคการเมืองที่พร้อมที่จะประสานความร้าวลึกเพื่อก้าวไปข้างหน้าให้ได้ แต่ด้วยบริบทของความร้าวลึกของสังคมไทย ที่ยังไม่พ้นประชาธิปไตย ยังคงมีบางกลุ่มบางพวกที่หวงแหนประชาธิปไตยไว้เพียงพวกตน อ้างตนเป็นฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตยชี้นิวไปถึงพรรคอื่นว่าเป็นพรรคสนับสนุนเผด็จการ


ซึ่งประชาธิปไตยที่แท้ คือ ประชาธิปไตยเพื่อพี่น้องประชาชน
ประชาธิปไตย ที่แท้คือ ประชาธิปไตย ที่ยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่าง
ประชาธิปไตย ที่แท้ ไม่ใช่ ประชาธิปไตย เพื่อใครบางคน
ประชาธิปไตย ที่แท้ เป็น ประชาธิปไตย ที่จะแก้ปัญหาชาติบ้านเมือง ไม่ใช่ที่จะทำอะไรก็ได้เพื่อพวกพ้องของพวกตน
ประชาธิปไตยที่แท้ไม่ใช่ ประชาธิปไตย ที่เมื่อพ่ายแพ้แล้วพาพวกลงท้องถนน
และ ประชาธิปไตยที่แท้ไม่ใช่เรื่องเด็กๆที่แตะฟุตบอลกันก็ไม่ได้


วันนี้เป็นวันที่พรรคพลังประชารัฐประกาศตัวพร้อมเดินเข้าสู่เส้นทางประชาธิปไตย เราอยากเห็นทุกพรรค ทุกกลุ่มการเมือง เกินหน้าสู่ประชาธิปไตย ด้วยแนวคิด ด้วยนโยบาย และด้วยผลงาน ไม่ใช่ด้วยการสร้างความแตกแยก ไม่ใช่การสร้างให้คนอื่นผิดและตนเองถูก แต่ประเทศชาติต้องการความสงบ ไม่ได้ต้องการความขัดแย้ง ต้องเดินหน้าต่อไป ซึ่งพรรคพลังประชารัฐจะไม่ยินยอมให้ใครนำประเทศกลับไปสู่ความขัดแย้งและตกต่ำของบ้านเมืองอีกต่อไป

ทั้งนี้ นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า วันนี้มีคนบอกว่าพรรคพลังประชารัฐ เป็นพรรคที่ได้เปรียบในการลงสู่การเลือกตั้งครั้งนี้ พวกเขาลืมความจริงไปอย่างสิ้นเชิง ว่าพรรคพลังประชารัฐเกิดขึ้นภายใต้รัฐธรรมนูญที่ทุกพรรคต่างเคารพ และรัฐธรรมนูญนี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้สอดรับกับบริบททางการเมืองที่มีรากของความแตกแยกทางการเมือง และได้นำไปทำประชามติ แต่ยังมี2พรรคการเมืองใหญ่ที่รณรงค์ให้คว่ำ แต่ผลปรากฎมีประชาชนกว่า15ล้านลงมติเห็นชอบ ดังนั้นจึงอย่าอ้างความคิดเห็นของตน อย่าผูกขากความคิดเห็นของคน แล้วดูถูกรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่เคารพมติพี่น้องประชาชน


และในรัฐธรรมนูญนี้ได้มีคำถามสอบถามประชาชน ว่าบนความขัดแย้งที่จะเดินหน้าสู่การเลือกตั้งในครั้งนี้การเลือกนายกรัฐมนตรี จะให้ผ่านการเลือกจาก สว และ สส. โดยมีประชาชนเห็นชอบกว่า 13 ล้านคน จึงขอให้เลิกโจมตีนายกรัฐมนตรีที่จะมาด้วยครรลองของประชามติของพี่น้องประชาชน เลิกโจมตีในสิ่งที่ตนเองคาดว่าจะทำไม่ได้ แล้วชี้นิ้วไปสู่คนอื่นทีเขามีโอกาสรับใช้บ้านเมือง ประเทศเพียงพอแล้วกับการใช้วาทกรรมแบ่งแยกประชาชน ประเทศพอแล้วกับการบอบช้ำและล้าหลัง

พวกเราจำสถานการณ์เมื่อปี57ได้ไหม เมื่อปลายปี 2556 ได้เกิดเหตุการณืในรัฐสภาที่ก่อเกิดรากของปัญหาที่ร้าวลึก จนเกิดการเปลี่ยนแปลง มีรัฐบาลออกกฎหมายที่ประชาชนไม่ยอมรับ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของปัญหาชาติบ้านเมือง เป็นจุดเริ่มของการออกมาบนท้องถนนของกลุ่มที่เห็นต่าง จนเหตุการณ์ได้ลามไปจนถึงขั้นการลาออกของ สส กลุ่มหนึ่ง จนนำไปสู่การยุบสภา และไปสู่การเลือกตั้ง กุมภา 57 แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ไม่สามารถเลือกตั้งได้ และยิ่งกว่านั้นเหตุการณ์ได้นำไปจนสู่การสูญเสีย นำไปถึงช่วงใหญ่ที่สุดคือประเทศไม่มีนายกรัฐมนตรี เพราะต้องออกจากตำแหน่ง โดยขณะนั้นประเทศกำลังเผชิญอยู่2สิ่ง ด้านหนึ่งไม่รู้จะเดินไปทางไหน เลือกตั้งก็ทำไม่ได้ การเดินหน้าบริหารประเทศของรัฐบาลก็ทำไม่ได้ เปรียบเป็นประเทศไม่มีรัฐบาลบริหารประเทศ เป็นสูญญากาศของบ้านเมือง และอีกด้านคือความรุนแรงที่ขยายตัวและมีแนวโน้มถึงการสูญเสียครั้งใหญ่ของบ้านเมือง และวันนั้นจึงเป็นที่มาของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา


นายสนธิรัตน์ บอกว่า วันที่พลเอกประยุทธ์ตัดสินใจเข้ามารักษาความสงบนั้น ไม่ได้ใช้อำนาจรัฐประหารรัฐบาทที่มาจากการเลือกตั้ง แต่วันนั้นคือวันที่ไม่มีรัฐบบาล ไม่มีรัฐสภา ประเทศไปต่อไม่ได้ และถ้าไม่ใช่เพราะพลเอกประยุทธ์ตัดสินใจเข้ามาดูความสงบ เราคงไม่มีวันนี้ ดังนั้นอย่าใช้วาทกรรมว่ารัฐบาลเป็นรัฐบาลเผด็จการ ต้องเคารพความจริง ยอมรับความจริง และวันนี้ที่ตนต้องพูดแบบนี้ต่อหน้าขุนพลของพรรคทั้งหลาย เพราะหลายท่านในที่นี้เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้ง ความรุนแรงในอดีต แต่ท่านเหล่านี้ทำไมเข้าพรรคพลังประชารัฐ เพราะตระหนักแล้วว่าประเทศต้องการความสงบ ประเทศต้องเดินต่อไป เราต้องร่วมกันส่งมอบประเทศให้ลูกหลานต่อไป บริบทการเมืองวันนี้หากประเทศมีผู้นำที่ไม่เหมาะสมต่อสถานการณ์ไม่สามารถสานต่อภารกิจของประเทศต่อไปได้ การฟื้นฟูประเทศที่ผ่านมาหลายปีก็ว่างเปล่า ผลประโยชน์ไม่ตกสู่ประเทศ ช่วงเวลานี้สำคัญที่สุด เชื่อว่าเวลานี้พลเอกประยุทธ์กำลังตัดสินใจเพื่อมาเป็นผู้นำทำเพื่อบ้านเมืองในพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีที่จะก้าวสู่ประชาธิปไตย ต้องยอมรับการตัดสินใจของพี่น้องประชาชน เพราะพี่น้องประชาชนเท่านั้นจะเป็นคนตัดสินใจ บ้านเมืองนี้ต้องการคนดี คนเก่ง และคนเด็ดขาดกล้าตัดสินใจ ผู้นำที่เป็นที่ยอมรับของพี่น้องทั่วประเทศ ไม่ใช่ผู้นำบางคนที่บางคนในพรรคยังไม่ยอมรับ ซึ่งพรรคพลังประชารัฐจะเลือกผู้นำที่เป็นนายกรัฐมนตรีที่ดีที่สุด

อย่างไรก็ตาม นายสนธิรัฐ ระบุว่า พรรคที่มีความพร้อมที่สุดต่อการเลือกตั้งครั้งนี้ คือพรรคพลังประชารัฐ มีความพร้อมด้านนโยบาย ที่จะสร้างความจริงให้ปรากฎ นำประเทศไปสู่การเจริญ วันนี้คืออีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ของการเมืองไทย และบริบททางการเมืองต้องจนจำ

ด้านนายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวปราศัยตอนหนึ่งในงานรวมพลังสร้างชาติว่า เหลืออีก 50 วันเราจะก้าวสู่ชัยชนะอย่างแน่นอน และยืนยันว่าพรรคพลังประชารัฐ ไม่เลือกอยู่ข้างคนที่อ้างว่าเป็นผู้สนับสนุนประชาธิปไตยทั้งที่จริงเป็นเผด็จการรัฐสภาและจะไม่อยู่ข้างคนที่พาคนไทยตายไปบนท้องถนน แต่พรรคเลือกที่จะสร้างสรรค์ประชาธิปไตยให้คนไทยอย่างแท้จริง ขณะเดียวกันที่ผ่านมาไม่เคยมีรัฐบาลไหนแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนอย่างจริงจัง ทั้งเรื่องของการลดความเหลื่อมล้ำ การแก้ไขปัญหาความยากจน เพิ่งจะมีรัฐบาลนี้ที่ออกนโยบายอย่างจริงจังเพื่อเร่งแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศไทยนั้นได้สะสมและมีมานาน จึงต้องใช้เวลา เพราะหากแก้ไขได้ง่ายก็คงไม่ต้องรอให้พรรคพลังประชารัฐเข้ามาแก้


ทั้งนี้ นโยบายของพรรคพลังประชารัฐให้ความสำคัญกับผู้มีรายได้น้อย โดยเฉพาะสวัสดิการประชารัฐที่มุ่งขจัดความเหลื่อมล้ำและเน้นสานต่อสิ่งที่รัฐบาลนี้ทำไว้ อาทิ ขยายผลบัตรประชารัฐให้ประชาชนที่มีคุณสมบัติแต่ตกหล่นให้ได้รับสิทธิครบถ้วน รวมไปถึงการเพิ่มสิทธิต่างๆในบัตรประชารัฐ ตลอดจนเร่งแก้ปัญหาปากท้องและหนี้สินของประชาชน ด้วยนโยบายการพักหนี้กองทุนหมู่บ้าน 3 ปี นอกจากนี้จะเพิ่มสิทธิ์ที่ดินทำกิน สปก. 4-01 เป็น สปก.4.0 ให้ผู้รับสิทธิ์ทำประโยชน์ในที่ดินได้ สามารถโอนสิทธิ์ให้บุคคลอื่นได้

และในช่วงท้าย นายอุตตมะ ได้กล่าวว่า เมื่อวานตนและเพื่อนอีก 3 คนได้เดินทางไปเรียนเชิญพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อมาเป็นผู้นำของพรรค เชื่อว่าหากพลเอกประยุทธ์ตอบรับ พรรคพลังประชารัฐจะเป๋นพรรคที่ไร้เทียมทาน พร้อมยืนยันตนจะช่วยขุนพลของพรรคทุกคนในการลงพื้นที่หาเสียง เพื่อชัยชนะแล้วเราจะไปเจอกันในรัฐสภา จากนั้นนายอุตตมได้ถามกับทุกคนที่อยู่ในสนามฟุตซอลบางกอกอารีน่าหนองจอก ว่าใครเห็นด้วยจะให้พลเอกประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีบ้าง ทุกคนได้ตะโดนว่าเห็นด้วยและส่งเสียงเฮดังสนั่นไปทั้งสนามฟุตซอล


สำหรับจังหวัดชลบุรีมีผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ จำนวน 8 เขต เขตเลือกตั้งที่ 1 ได้แก่ นายสุชาติ ชมกลิ่น เขตเลือกตั้งที่ 2 ร้อยเอก ดร.จองชัย วงศ์ทรายทอง เขตเลือกตั้งที่ 3 นายรณเทพ อนุวัฒน์ เขตเลือกตั้งที่ 4 นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เขตเลือกตั้งที่ 5 นายพันธุ์ศักดิ์ เกตุวัตถา เขตเลือกตั้งที่ 6 นายอิทธิพล คุณปลื้ม เขตเลือกตั้ง 7 นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ และเขตเลือกตั้งที่ 8 ได้แก่ ดร. สะถิระ (ดร.เอ) เผือกประพันธุ์

ส่วนผู้สมัครระบบบัญชีรายชื่อ จำนวน 2 คน ได้แก่ นายสุรสิทธิ์ นิธิวุฒิวรรักษ์ และ ดร.สันตศักย์ จรูญ งามพิเชษฐ์…